Webboard
     All About Koi
บ่อ บ้านของปลา
น้ำ การเลี้ยงน้ำ
การเลือกปลา การเลี้ยงและการดูแล
ยา สารเคมี ปรสิต และโรค
     English Documents
 

     All About Koi

 ยา-สารเคมีที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ part 1
All About Koi
   หัวข้อต่อไป: < Prev  Next >   
ยา-สารเคมีที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
บทความน่าอ่านของ
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง http://www.nicaonline.com/
part 1 : ยาปฏิชีวนะ 
กลุ่มยาควิโนโลน  กลุ่มยาเตตร้าซัยคลิน  กลุ่มยาซัลฟานิลาไมด์ (Sulfanilamides)

 กลุ่มยาควิโนโลน    :    เอกสารเผยแพร่ ยูนิตี้ เทคโนโปรดักส์
 คุณสมบัติ     
เป็นกลุ่มยาต้านจุลชีพที่ไม่ได้แยกจากเชื้อรา แต่ได้มาจากการสังเคราะห์ยาตัวแรกในกลุ่มนี้คือ นาลิดิซิค แอซิด ซึ่งออกฤทธิ์ดีต่อเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบมากกว่าแกรมบวก ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อ Pseudomonas aeruginosa ต่อมาคือไพโรมิดิค แอซิด , ออกโซลินิค แอซิด และฟลูมิควิน ยากลุ่มควิโนโลนออกฤทธิ์เป็นแบคทีริโอซัยคอลทำลายเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มแบคทีเรียแกรมลบเป็นส่วนใหญ่ ขอบเขตในการใช้ค่อนข้างจำกัด เพราะยาเหล่านี้ให้โดยการกินเท่านั้น ไม่สามารถใช้ฉีดได้ แนะนำสำหรับโรคติดเชื้อในระบบขับถ่ายและระบบทางเดินอาหารเท่านั้น และเนื่องจากการใช้ยาควิโนโลนรุ่นแรกๆ พบเชื้อดื้อยาง่าย นอกจากนี้การที่นาลิดิซิค แอซิด มีปัญหาด้านการละลายน้ำและมีความเป็นพิษต่อเซลล์สัตว์น้ำค่อนข้างมาก อีกทั้งตัวยาอ๊อกโซลินิค แอซิด มักพบว่ามีการตกค้างในเนื้อกุ้ง ทำให้มีปัญหาเรื่องการส่งออกผลิตภัณฑ์การแช่แข็ง จึงทำให้มีการพัฒนายากลุ่มฟลูออไรควิโนโลนขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายแบคทีเรียให้กว้างขวางขึ้น ตัวอย่างยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เช่น ยานอร์ฟล๊อกซาซิน , เอ็นโรฟล๊อกซาซิน , พีฟล๊อกซาซิน , ไซโปรฟล๊อกซาซิน ฯลฯ 
นอร์ฟล๊อกซาซิน (Norfloxacin)
ตัวยานอร์ฟล๊อกซาซินมีการพัฒนาจากกลุ่มควิโนโลน (Nalidixic acid) โดยการเพิ่มฟลูออรีน(F) และเพิ่ม Piperazine ring ทำให้ประสิทธิภาพของนอร์ฟล๊อกซาซินสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้กว้างขึ้น ทั้งแกรมลบและแกรมบวกซึ่งจากเดิมที่ Nalidixic acid มีฤทธิ์จำกัดเพียงแบคทีเรียแกรมลบเท่านั้น
นอกจากนี้การเพิ่ม Piperazine ring ทำให้สามารถออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียที่เป็นพิษ เช่น ซูโดโมแนส และวิบริโอ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้นอร์ฟล๊อกซาซินยังเป็นยาที่กระจายตัวไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่างๆได้ดี
สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยถือได้ว่า ยานอร์ฟล๊อกซาซินเป็นยาตัวแรกๆในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่นำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในสัตว์น้ำและใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีคนพบการดื้อยา ซึ่งปัจจุบันนอร์ฟล๊อกซาซินก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ทั้งในการป้องกันและรักษาโรคกุ้ง ปลา และตะพาบน้ำ
 เอ็นโรฟล๊อกซาซิน (Enrofloxacin)
เอ็นโรฟล๊อกซาซินเป็นยาที่มีการดูดซับดี หลังจากผสมให้สัตว์กิน จากสูตรโครงสร้างมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ให้กว้างขึ้นทั้งต่อเชื้อแกรมบวกและแกรมลบ นอกจากจะมีการเติม Piperazine ring แล้วยังมีการเพิ่มหมู่เอทธิล(ethyl) เข้าที่ Piperazine ring ทำให้ยาเอ็นโรฟล๊อกซาซินมีคุณสมบัติเป็น lipophilic มากขึ้น คือ สามารถละลายได้ดีในไขมันของร่างกาย ยาจะสามารถเคลื่อนตัวผ่านชั้น lipoprotein ของ Cell Membranes ได้ง่ายและรวดเร็วจากนั้นตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ
 พีฟล๊อกซาซิน (Pefloxacin)
จากสูตรโครงสร้างของพีฟล๊อกซาซินได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ให้กว้างต่อเชื้อทั้งแกรมบวกและลบโดยการเติมฟลูออรีน(F) และยังเพิ่มหมู่เมทธิล(Methyl) เข้าใน Piperazine ring ของ quinolone nucleaus ทำให้พีฟล๊อกซาซินมีคุณสมบัติเป็น lipophilic มากขึ้นคือ เพิ่มการละลายในไขมันช่วยให้ยากระจายสู่เนื้อเยื่อสัตว์น้ำได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยาจะคงฤทธิ์อยู่ในร่างกายสัตว์น้ำได้นานจึงอาจไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาทุกมื้อ เมื่อผ่านเมทาบอลิซึมของร่างกาย บางส่วนของยาจะถูกเปลี่ยนไปเป็นยานอร์ฟล๊อกซาซิน ดังนั้นพีฟล๊อกซาซินจึงจัดเป็นยาที่เหมาะสมในการรักษาโรคติดเชื้อในระบบร่างกายของสัตว์น้ำชนิดที่มีอาการเรื้อรังเนื่องจากตัวยาสามารถออกฤทธิ์ในร่างกายสัตว์น้ำได้นานและสามารถแพร่กระจายได้ดี
 ไซโปรฟล๊อกซาซิน (Ciprofloxacin)
ตัวยาไซโปรฟล๊อกซาซินเป็นตัวยาที่พัฒนาใหม่ล่าสุดในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนมีการพัฒนาสูตรโครงสร้าง โดยการเพิ่มฟลูออรีน(F) และ Piperazine ring ตามลำดับ แต่จะมีการปรับ Side Chain เป็นวง Cyclopropyl ring ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย คือ นอกจากจะออกฤทธิ์ได้ดีกับแบคทีเรียแกรมบวกและลบแล้ว ยังออกฤทธิ์ได้ดีกับเชื้อมัยโคพลาสม่า, คลามายเดีย และ ริกเก็ตเซีย อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมของยาในร่างกายสัตว์น้ำด้วย ตัวยาจะกระจายดูดซึมได้มากทำให้สัตว์น้ำได้รับยาเต็มที่ จึงนิยมใช้ยาไซโปรฟล๊อกซาซินในกรณีรักษาโรคติดเชื้อภายในระบบร่างกายของสัตว์น้ำต่างๆ เช่น โรคเรืองแสง , โรคตับผิดปกติ ติดเชื้อวิบริโอที่ตับและตับอ่อน และยังใช้ในการป้องกันโรคหัวเหลือง, ตัวแดงดวงขาว ฯลฯ อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่ามีการดื้อยาตัวนี้ในพื้นที่ได้เลย

กลุ่มยาเตตร้าซัยคลิน (Tetracyclines)  :    เอกสารเผยแพร่ ยูนิตี้ เทคโนโปรดักส์
คุณสมบัติ   
กลุ่มยาเตตราซัยคลินมีสูตรโครงสร้างหลักเป็นวงแหวนมีลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองรสขมและละลายน้ำได้จำกัดที่มี pH เท่ากับ 7 ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์สูงสุดที่ pH ระหว่าง 5.5-6 ภายใต้อุณหภูมิและ pH ที่ไม่เหมาะสม ยากลุ่มเตตราซัยคลินจะเกิดการสลายตัวโดยการเกิดทั้ง degradation และ rearrangement ของสูตรโครงสร้างทำให้ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค นอกจากนี้ที่ pH ต่ำ (2.0-6.0) กลุ่มยานี้จะเกิด epimerization เกิดการสลายตัวอย่างรวดเร็วถ้า pH สูง กลุ่มยาเตตราซัยคลินจะเกิด isomerization ไปเป็นไอโซเตตราซัยคลิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาคลอเตตราซัยคลินจะเกิดการสลายตัวได้เร็วที่สุด จะเปลี่ยนเป็นไอโซคลอเตตราซัยคลินทันทีที่ pH 7.5 คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของกลุ่มยาเตตราซัยคลินก็คือ สามารถที่จะรวมตัวกับอิออนของพวกไดวาเลนท์และไตรวาเลนท์ เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ถ้ายาเตตราซัยคลินเกิดการรวมตัวกับอิออนก่อนที่จะเกิดการสลายตัวในกระเพาะอาหารแล้วยาก็จะไม่มีการดูดซับเข้าสู่กระแสโลหิตเลย
กลไกการออกฤทธิ์
ยาในกลุ่มเตตราซัยคลินเป็นยาต้านจุลชีพที่มีขอบเขตในการออกฤทธิ์อย่างกว้างขวางครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและลบ เชื้อ anaerobicbacteria, rickettsiae, chlamydiae, Mycoplasma, spiro-chetes และ protozoa บางชนิดการออกฤทธิ์โดยตัวยาไปจับกับสารแมกนีเซียมบนส่วนพลาสม่าเมมเบรนของแบคทีเรีย แล้วเข้าไปอยู่ในไซโตพลาสซึมของเซลล์และมีการรวมตัวกับส่วน 30s ของไรโบโซมในเซลล์ ซึ่งมีผลต่อการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์นั้นๆ ยากลุ่มเตตราซัยคลินเป็น chelating agents ที่ดี ดังนั้นยากลุ่มนี้สามารถรวมตัวกับอิออนชนิดต่างๆ เช่น Ca หรือ Mg ในอาหารหรือรวมตัวกับอิออนในน้ำ ทำให้เสื่อมฤทธิ์ไปได้ง่าย ยาในกลุ่มเตตราซัยคลินที่นิยมใช้ในสัตว์น้ำเท่าที่มีรายงานมี 3 ตัวคือ คลอเตตราซัยคลิน ออกซีเตตราซัยคลิน และออกซีซัยคลิน
นิยมให้ยาทางปากไม่ว่าจะผสมอาหารหรือป้อนยาให้กินโดยตรง ยาจะมีการดูดซึมหลังจากที่ยาผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้ คุณสมบัติทั้งทางเคมีและฟิสิกส์ของยาที่สัตว์ได้รับจะมีผลต่อการดูดซึมที่แตกต่างกันในส่วนกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นอย่างมาก หลังจากดูดซึมแล้วบางส่วนของยาจะเกิดเมตาบอลิซึม ค่า bioavailability (ค่าแสดงบริเวณยาที่มีสิ่งมีชีวิตสามารถนำไปใช้ได้จริง) ของยาในกลุ่มเตตราซัยคลินมีค่าค่อนข้างต่ำทั้งในปลาและกุ้งกุลาดำเมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่มีรายงานในคน ดังนั้นการใช้ยากลุ่มเตตราซัยคลินต้องใช้บ่อยทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามาก 
ผลของการใช้ยาที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
ยาอออกซีเตตราซัยคลินที่ผสมในอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูป หรืออาหารสด พบว่า ประมาณ 20-30% ของยาที่ผสมในอาหารเท่านั้นที่สัตว์น้ำจะได้รับเข้าไป ส่วนที่เหลือของยาบางส่วนก็อาจละลายน้ำและรวมตัวกับสารต่างๆ รวมทั้งตะกอนดินในน้ำบริเวณที่มีการเลี้ยงปลา ซึ่งอาจมีผลต่อเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เชื้อเหล่านี้ดื้อยาและได้มีการศึกษาผลของแสงที่มีต่อการสลายตัวของยา จากการศึกษาพบว่าทั้งอุณหภูมิและแสงสว่างมีผลต่อการสลายตัวของยาออกซีเตตราซัยคลินในน้ำทะเล
 
กลุ่มยาซัลฟานิลาไมด์ (Sulfanilamides)    :      เอกสารเผยแพร่ ยูนิตี้ เทคโนโปรดักส์
คุณสมบัติ
ซัลฟาเป็นยาต้านจุลชีพกลุ่มแรกที่นำมาใช้ สารเคมีตัวแรกที่มีฤทธิ์คล้ายซัลฟา มีชื่อว่า พรอนโตซิลพบในปี พ.ศ.2478 ซึ่งเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค แต่จะถูกเปลี่ยนแปลงในร่างกายเป็นซัลฟานิลามีดก่อน จึงเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการรักษาโดยทั่วไป ซัลฟานิลามีดเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงและมีคุณสมบัติการกระจายตัวในเนื้อเยื่อต่างๆได้ไม่ดี จากการทดลองค้นคว้าหากมีการแทนที่ตำแหน่งของไฮโดรเจนในสูตรโครงสร้างด้วยอนุมูลที่เหมาะสม จะทำให้ได้สารตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติในการละลายในไขมันและการกระจายตัวได้ดีขึ้น ลักษณะของยาซัลฟาเป็นผงสีขาวรสขม เมื่อถูกแสงแดดจะกลายเป็นสีดำ ไม่มีกลิ่น ทนทานต่อความร้อนได้ดี ยาซัลฟาที่ละลายน้ำได้ดีต้องเตรียมอยู่ในรูปของเกลือ
กลไกการออกฤทธิ์
ยาซัลฟาออกฤทธิ์กว้างต่อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบ โดยการยับยั้งการเจริญเติบโตและการขยายตัวของแบคทีเรีย (Bacterio static) โดยจะไปขัดขวางการสร้างเมทาบอไลท์ที่สำคัญของแบคทีเรีย โดยฤทธิ์ยาซัลฟาจะยังไม่เกิดในทันทีหลังรับยา การขยายตัวของแบคทีเรียยังคงเกิดขึ้นขณะหนึ่งก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์ ยาซัลฟาจะออกฤทธิ์โดยจะไปแทนที่กรดพาราอะมิโนเบนโซอิค ในการรวมตัวกับเอนไซม์ไดไฮโดรโฟลิค ซินทีเทศ ที่จำเป็นต่อการสร้างกรดโฟลิคของแบคทีเรีย ผลก็คือจะทำให้การเจริญเติบโตของแบคทีเรียถูกยับยั้งและหยุดการเจริญเติบโต
กรณีที่สัตว์น้ำมีอาการป่วยอย่างเรื้อรังจะสังเกตได้ว่า การใช้ยาซัลฟารักษาจะไม่ค่อยได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากยาซัลฟาออกฤทธิ์เพียงไปยังยั้งการเจริญและขยายตัวของแบคทีเรียเท่านั้น ร่างกายสัตว์น้ำจำเป็นต้องมีกระบวนการกลืนทำลายเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงจะทำให้ยาซัลฟาได้ผลสูงสุดในการรักษา ดังนั้น ยาซัลฟาจึงให้ผลรักษาไม่ดีในสัตว์น้ำที่มีการติดเชื้ออย่างเรื้อรัง จึงเหมาะสมที่ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคในสัตว์น้ำในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีอาการเรื้อรัง
การใช้ยาซัลฟาในปัจจุบันมักแนะนำให้ใช้เป็น 2 กรณี คือ
1. ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้ โรคขี้ขาว โรคขี้ขาดตอน เพราะว่ายาซัลฟาบางชนิดดูดซึมได้ไม่ดีในระบบทางเดินอาหารของกุ้ง อัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ให้ทุกมื้อนาน 5-7 วัน
2. ใช้ในการป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรียในกุ้งอายุ 20, 40 และ 60 วัน อัตรา 1-2 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม วันละ 3-4 มื้อ นาน 3 วัน
ยาซัลฟาที่นิยมใช้ในสัตว์น้ำ
1. ยาซัลฟาเมทธาซีน ( Sulfamethazine )
เป็นสารประกอบไพริมิดีน ( Pyrimidine Sulfonamide ) ผลิตและจำหน่ายในรูปเกลือโซเดียม
ออกฤทธิ์เร็ว ขับถ่ายออกทางไตค่อนข้างช้า
2. ซัลฟาไดอะซีน ( Sulfadiazine )
เป็นยากลุ่มซัลฟาตัวแรกที่นำมาใช้ในการรักษาโรค แต่การดูดซึมไม่ค่อยดี โดยตรวจพบยาใน
เลือดน้อยกว่ายาซัลฟาเมทธาซีน และซัลฟาเมอราซีนในขนาดเดียวกัน
3. ซัลฟาเมอราซีน ( Sulfamerazine )
เป็นสารประกอบ โมโนเมทธิลเลทไพริมิดีน มักใช้ร่วมกับยาซัลฟาอื่น ๆ ให้การดูดซึมและขับ
ถ่ายคล้ายกับยาซัลฟาเมอราซีน แต่ยานี้ใช้ไม่แพร่หลาย

 

 

 © 2007 CRAFT SKILL CO.,LTD.
 

Hosting

Hosting