Webboard
     All About Koi
บ่อ บ้านของปลา
น้ำ การเลี้ยงน้ำ
การเลือกปลา การเลี้ยงและการดูแล
ยา สารเคมี ปรสิต และโรค
     English Documents
 

     All About Koi

 ปรสิต โปรโตซัว Parasite
All About Koi
   หัวข้อต่อไป: < Prev  Next >   
ว่ากันตามจริงแล้วทั้งปรสิต โปรโตซัว Parasites หลายตัว คล้ายคลึงกัน ทำให้ปลาป่วย มีอาการทำนองเดียวกัน ยา/สารเคมีที่ใช้ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก 
การขยายความของเรื่องปรสิตนี้ จึงเป็นเพียงข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ เพื่อจัดการ และประกอบการตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่เจอหรืออาจจะเจอเข้าสักวันหนึ่ง
 

หนึ่งในจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพของปลา นอกจากน้ำแล้ว ปรสิต โปรโตซัว Parasite เป็นอีกต้นตอที่น่าสนใจ
แม้ว่าชนิดของปรสิต โปรโตซัว Parasite จะมากมายหลากหลายสายพันธุ์ แต่พอที่จะรวบรวมสรุปได้ โดยเฉพาะปัญหาที่มักจะพบได้บ่อยๆ
ค้นคว้ารวมกันไว้ที่นี่ : 

ในทรรศนะของ DUNCAN GRIFFITHS ผู้เขียน STEP BY STEP ADVANCED KOI DIAGNOSIS & TREATMENTS,
โรคจุดขาว , ICH. หรือ WHITE SPOT ถือเป็นหมายเลข 1 มีความสามารถในการทำลายสูงมาก นับเป็นปรสิตหมายเลข
1 เนื่องจาก ICH สามารถระบาดสู่ปลาได้รวดเร็ว แม้แต่ปลาที่แข็งแรง หรือมี ภูมิต้านทานก็จะโดน ICH โจมตีและสร้างความเสียหายได้มาก ในขณะที่ COSTIA หรือ CHILODONELLA แม้จะทำความเสียหายได้จำนวนมากแต่มักจะระบาดสู่ปลาที่อ่อนแอเท่านั้น จึงถูกจัดลำดับเป็นหมายเลข 2 และ 3
ต่อไปนี้จึงเริ่มต้นด้วย
ICH 

ข้อควรระวัง: - คำแนะนำเรื่องการใช้ยาและสารเคมีเป็นแนวทางเพื่อเสนอแนะเท่านั้น
ผู้ใช้ต้องตรวจสอบและใช้วิจารณญาณในการเลือกให้เหมาะสมด้วยตนเอง
- การใช้สารเคมี/ยา ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี
- การใช้ยาและสารเคมีต่าง ๆ ต้องสังเกตอาการของปลาอย่างใกล้ชิด บางครั้งปลาอาจไม่แข็งแรงเพียงพอต่อการรับยา
หรืออาจมีผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น ควรปรึกษาสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด
- ขณะให้ยา/สารเคมี ให้ปิด UV หรือ OZONE เนื่องจากมีผลลดฤทธิ์ของการกำจัดปรสิต
- ห้ามใช้ยา หรือสารเคมี ทีละหลายตัว เมื่อต้องการเปลี่ยนตัวใช้ ให้เว้น 3วันเป็นอย่างน้อยจึงจะใช้สารใหม่ได้
ระหว่างนั้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมากๆ


โรคจุดขาว , WHIT SPOT,  หรือ ICH
ICHTHYOPHTHIRIASIS MULTIFILLIS

ลักษณะของปรสิตนี้เป็นรูปกลม เห็นได้ชัดด้วยกล้องจุลทรรศน์ ขนาด 50X หรือ 100X เคลื่อนที่ได้เร็ว สีน้ำตาล เติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิ 4-32 oC ขยายพันธ์ครั้งละ 2,000 ตัว
 ภาพจาก www.koi-unleashed.co.uk

อาการ:
ปลาที่ติดเชื้อนี้มักมีอาการดังนี้ เฉื่อยชาไม่ตอบสนองต่อสภาวะภายนอก ครีบหุบ หายใจแรง ลอยตัวอยู่บริเวณผิวน้ำ ลำตัวมีจุดสีขาวคล้ายผงเกลือ หรือเม็ดเล็กสีขาว กระจายอยู่ทั่วตัว ซึ่งอาการหลังนี้เป็นอาการระยะร้ายแรงของ ICH ที่เกิดหลังจากอาการแรกหลายวัน


การรักษา : ตัว ICH นี้จะฝังตัวลงไปในเนื้อปลา และสร้างเกราะออกมาหุ้มตัวเองไว้ ทำให้การใช้สารเคมี หรือ ยาต่าง ๆ ไม่ได้ผล รวมทั้งในช่วงที่ ICH เตรียมแบ่งตัวขยายพันธุ์ ด้วยที่สารเคมีไม่สามารถทำอันตรายได้แม้แต่น้อย การกำจัด ICH จึงต้องทำในช่วงที่ ICH สลัดตัวออกจากปลาลงสู่ก้นบ่อเพื่อขยายพันธุ์และตัวอ่อนที่ออกมา (FREE SWIMMING STAGE) จะว่ายหาปลาเพื่อเป็นแหล่งอาหาร

ช่วงวงจรชีวิตของ ICH นี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ตั้งแต่ 5-30 วันเป็นต้นไป การใช้ยาในช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่น้ำอุณหภูมิสูง 25 oC วงจรชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 5 วัน ส่วนที่ต่ำกว่า 20 oC จะยาวถึง 10-15 วัน

การเพิ่มอุณหภูมิ ให้เป็น 28-30 oC จะช่วยลดระยะเวลาของวงจรชีวิตของ ICH ให้สั้นลงทำให้การใช้ยามีประสิทธิภาพมากขึ้น

จังหวะการใช้ยาจึงขึ้นกับอุณหภูมิเป็นสำคัญ
ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 13 oC การใช้ยาไม่ค่อยมีผลในการกำจัดมากนัก

ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 18 oC ใช้ยา 3 ครั้ง เว้น 6 วัน , เปลี่ยนถ่ายน้ำ 15-20% ระหว่างนั้น
ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 23 oC ใช้ยา 3 ครั้ง เว้น 5 วัน , เปลี่ยนถ่ายน้ำ 15-20% ระหว่างนั้น
ที่อุณหภูมิสูงกว่า 23 oC ใช้ยา 3 ครั้ง เว้น 3 วัน , เปลี่ยนถ่ายน้ำ 15-20% ระหว่างนั้น

ยา/สารเคมี
:
- มาลาไคท์กรีน + ฟอร์มาลีน 37% , 0.15g และ 10 CC. ต่อน้ำ 1 ตัน หรือ0.05g และ 20 CC. ต่อน้ำ 1 ตัน (ใช้ได้ผลค่อนข้างดีกว่าวิธีอื่น)
- เกลือ 0.6% พร้อม HEATER ให้อุณหภูมิมากกว่า
25 oC
- เกลือ 2% พร้อม HEATER นาน 10 นาที ต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
- ด่างทับทิม 1.5 กรัม ต่อ 1 ตัน , กรณีน้ำมีค่า DOC. ต่ำอยู่แล้ว

- การเพิ่มอุณหภูมิ ให้เป็น 28-30 oC จะช่วยได้มาก
 
COSTIA , ICHTHYOBODO NECATOR
COSTIA มีวงจรชีวิตที่ง่ายต่อการขจัด เนื่องจาก COSTIA ใช้การแบ่งเซลล์ ขยายพันธุ์ จึงไม่มีช่วงของไข่หรือการสร้างเกราะขึ้นป้องกันตัวเอง

การใช้ยา/สารเคมีจึงมีผลโดยตรงกับตัว COSTIA ตลอดเวลา

  www.koicarp.org.uk
 
COSTIA เกาะปลารวมกันเป็นกลุ่ม ใน 1 ตร.ซม. อาจพบ COSTIA ได้ถึง 10,000 ตัว
ปลาจึงเป็นแผลขนาดเล็กจิ๋วเต็มไปหมด พบได้ในช่วงอุณหภูมิ 2-30oC เป็นอันตรายต่อปลาเล็กหรือบ่อที่การเลี้ยงหนาแน่น โจมตีปลาทั้งที่เหงือกและตัว


อาการ: ปลาที่มีเมือกมาก ผิวขุ่น นอนจมก้นบ่อ ครีบหุบ หายใจแรง หรือออกันอยู่บริเวณน้ำตกหรือหัวเจ็ท
,
โผขึ้นฮุบอากาศเหนือน้ำ บางครั้งทำให้ผิวปลาเป็นผื่นแดงหรือมีฟิล์มขาวที่ส่วนหัว ครีบและ ปลายหางเป็นสีแดง

ในกรณีปลาเล็กเมื่อมีการตายพร้อมกันหลาย ๆ ตัว COSTIAเป็นกรณีที่น่า สงสัยอันดับแรก ๆ

กล่าวกันว่า COSTIA มักมีความสัมพันธ์กับ KHV , คือมักเป็นตัวต่อเนื่องหรือดาบสองที่โจมตี ปลาหลังจากที่ KHV ทำให้อ่อนแอลง

 www.koi-unleashed.co.uk
COSTIA มีรูปร่างคล้ายเครื่องหมายลูกน้ำ หรือรูปถั่ว มองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ที่ 100X หรือ 400X เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา สังเกตุได้ง่ายเมื่อ ขูดเมือกปลามาตรวจสอบ
การรักษา : เนื่องจาก ยา/สารเคมี มีผลต่อ COSTIA ตลอดวงจรชีวิต ทำให้การใช้ยาง่ายขึ้น ใช้ซ้ำ 2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว โดยใช้อัตราและเงื่อนไขเดียวกันกับ ICH.
หากพบว่าปลามีปัญหาที่เหงือก ให้หลีกเลี่ยงการใช้ฟอร์มาลีน หรือด่างทับทิมจะดีกว่า
,
- เกลือ 0.5% ต่อเนื่อง 7-10 วัน ให้ผลที่น่าพอใจ

- AQUARIUM 2 100 กรัม ต่อน้ำ 1 ตัน 3ครั้ง

ในวันที่ 1 4 และ 7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 3 6 และ 9 ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

การใช้AQUARIUM 2 ให้หลีกเลี่ยงบ่อที่มีตะไคร่น้ำ หรือน้ำเขียว
CHILODONELLA
เช่นเดียวกับ COSTIA, CHILODONELLA เป็นหนึ่งใน
CILIATED PROTOZOAN
ใช้การแบ่งเซลล์ในการขยายพันธุ์ดังนั้น จึงไม่มีสภาวะไข่หรือเกราะป้องกันตัวจากยาและสารเคมี

สามารถจัดการ CHILODONELLA ได้ตลอดวงจรชีวิต เรียกว่าถอนรากถอนโคนได้

ภาพจาก www.fishdoc.co.uk
 
CHILODONELLA ไม่ค่อยพบบ่อยนักในปลาปกติ มักโจมตีปลาที่อ่อนแอหรือป่วยอยู่ก่อน
ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและเติบโตดีในบ่อที่หนาแน่นหรือคุณภาพน้ำไม่ดี สามารถพบได้ทุกช่วงอุณหภูมิ แต่ชอบอุณหภูมิที่ต่ำกว่า
20 oC
ภาพจาก www.microscope-microscope.org
อาการ : ปลามีเมือกมาก , เฉื่อยลอยตัวนิ่ง แยกตัวออกจากกลุ่ม มักจะมีอาการสูญเสียการทรงตัว
ฮุบอากาศ ออกันอยู่ที่บริเวณหัวเจ็ท หรือน้ำตก และว่ายแฉลบหรือถูตัวกับบ่อ

มีจ้ำเลือด สังเกตุได้ง่ายโดยเฉพาะบนสีขาว หากเป็นมากปลาจะสูญเสียเมือก ตัวสากเกล็ดหลุดง่าย

การรักษา : - สามารถใช้วิธีเดียวกับ COSTIA ได้
ทั้งด่างทับทิมและฟอร์มาลีน+มาลาไคท์กรีน (หลีกเลี่ยงในบ่อที่มีเกลือ) เว้นแต่ปลามีอาการติดเชื้อที่เหงือก
- AQUARIUM 2 3ครั้ง ในวันที่ 1 4 และ 7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 3 6 และ
9
- เกลือ 0.7% ต่อเนื่อง 3-5 วัน

- เกลือ 2% , 10 นาที เว้น 3 วัน 2-3 ครั้ง

- แผลภายนอกควรใช้เบตาดีนหรือ PROPOLIS ช่วยรักษาแผล


APISOMA , GILL DISEASE
APISOMA เป็นโปรโตซัวที่โจมตีปลาได้ทั้งเหงือกและที่ตัว มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับ TRICHODINA และ CHILODONELLA อาการทางโรคก็คล้ายคลึงกับทั้ง 2 ตัว ที่กล่าวมาแล้ว

อาการ: ปลามีเมือกมาก ครีบหุบ ไม่กินอาหาร หากเป็นมากปลาจะมีอาการผอมหัวโตตัวลีบ
ขาดออกซิเจน มักอยู่กันที่บริเวณที่เติมอากาศ เช่นหัวเจ็ท หรือ
OXYGEN RING ,
หาก APISOMA อาศัยอยู่ที่เหงือกเป็นจำนวนมาก ปลาจะสะบัดหัวไปมา


การรักษา : ใช้วิธีเดียวกับ
COSTIA


TRICHODINA หรือ เห็บระฆัง 

พบได้ตลอดทั้งปี ในช่วงอุณหภูมิ 4-30oC และมักพบบ่อยขึ้นในระยะหลังโดยเฉพาะช่วงที่เปลี่ยนฤดู TRICHODINA ใช้การแบ่งตัวขยายพันธุ์ เช่นกัน ดังนั้นการใช้ยาจึงมีผลตลอดทั้งวงจรชีวิต

ใช้ซ้ำเพียง 2 ครั้งจึงเพียงพอ , TRICHODINA สามารถเจริญเติบโตได้ในแทบทุกอุณหภูมิ แม้แต่ที่ต่ำกว่า 8 oC โดยเฉพาะในน้ำที่มีคุณภาพต่ำ DOC สูง เลนก้นบ่อและในวัสดุกรองที่อุดตัน

TRICHODINA เมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นเป็นวงกลมคล้ายจักร ขนาด 70 mm. มีอันตรายกับปลาเล็กและปลาที่เครียดจากการขนย้าย จะถูกโจมตีได้ง่ายกว่าปกติ

อาการ : ในช่วงแรกมักไม่พบอาการเด่นชัด ในปลาเล็กอาจสังเกตได้ว่าซึม ไม่อยากอาหาร มีเมือกน้อย
ว่ายแฉลบอย่างรุนแรง มีเมือกปกคลุมเป็นหย่อม ๆ บริเวณที่ TRICHODINA เกาะโดยเฉพาะที่หัว ที่ลำตัวมีจ้ำเลือด
  หากเป็นที่เหงือกจะทำให้ปลาหายใจไม่ค่อยสะดวก ปลาเป็นแผลหรือเป็นที่มาของULCER(โรครู)
ลอยตัวนิ่งอยู่ที่ผิวน้ำ หรือนอนจมอยู่ที่ก้นบ่อ, ตัวซูบผอม , ไม่มีเรี่ยวแรง , ว่ายน้ำอยู่กับที่แต่สะบัดหัวไปมา ซึมและขาดออกซิเจน


ภาพจาก www.fishdoc.co.uk Trichodina ที่เหงือก


ยา/สารเคมี : - ใช้ด่างทับทิม 1.5 ppm , 2-3 ชั่วโมง (โดสที่น้ำมีค่า DOC. ต่ำ) , หรือใช้วิธีเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพียง 2 ครั้ง
- เกลือ 2% , 10 นาที เว้น 3 วัน 2-3 ครั้ง

- AQUARIUM 2 3ครั้ง ในวันที่ 1 4 และ 7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 3 6 และ
9

SKIN FLUKE (GYRODACTYLUS) ปลิงใส
  ภาพจาก www.fishdoc.co.uk
รูปร่างคล้ายปลาหมึกหรือปลิง มองเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ 40X หรือ 100X จึงเรียกว่าปลิงใส

แบบนี้เป็นชนิดเกาะที่ตัวปลา เป็นหนึ่งในตัวปัญหาชั้นแนวหน้าของนักเลี้ยงปลาคาร์พ
ด้วยว่าจำนวนเพียงไม่มากนักก็สามารถทำให้เกิดปัญหาตามมาได้มากมาย โดยเฉพาะที่บริเวณเกล็ดหรือเนื้อปลา ด้วยการเกาะหรือเจาะเข้าไปในเนื้อปลาเป็นเส้นทางที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียและ ULCER ผลจาก SKIN FLUKE จึงมักตามมาด้วยการติดเชื้อของปลา

SKIN FLUKE เป็นปรสิตแบบมี 2 เพศ ในตัวเดียวกัน จึงผสมพันธุ์และมีตัวอ่อนได้ในตัวเอง กล่าวได้ว่าในตัวอ่อนของ SKIN FLUKE จะมีตัวอ่อนซ่อนอยู่ข้างใน

นอกจากนี้ SKIN FLUKE ยังมีวงจรชีวิตที่ยืดหยุ่นในเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม SKIN FLUKE สามารถรอได้เป็นเดือน ๆ โดยไม่แพร่พันธุ์และไม่ตายไปเสียก่อน รอเงื่อนไขที่ดีแล้วจึงแพร่ขยายพันธุ์

  ภาพจาก www.fao.org
 ทำนองเดียวกัน ปลาสามารถอยู่กับ SKIN FLUKE ในภาวะดังกล่าวได้โดยไม่มีปัญหา รอเวลาที่ปลาอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตกลง หากอุณหภูมิเหมาะสม SKIN FLUKE จะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วในปริมาณมากทันที

อาการ : ปลาว่ายแฉลบอย่างรุนแรง , มีเมือกมาก มักเกิดควบคู่กับการติดเชื้อ หรือโรครู
การรักษา : ด้วยวงจรชีวิตของ SKIN FLUKE เป็นแบบมีตัวอ่อนในตัวแก่
การกำจัดจึงทำได้ไม่ยากนัก เป็นการถอนรากถอนโคนทีเดียวทั้งตัวแก่และตัวอ่อน

เว้นแต่ตัวที่หลบซ่อนอยู่ในบ่อกรองหรือปฏิกูลก้นบ่อ


ยา/สารเคมี: - ด่างทับทิม 1.5 ppm (ที่ DOC ต่ำ) , 2-3 ชั่วโมง ทุก 3-4 วัน ซ้ำ 2 ครั้ง , อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า SKIN FLUKE บางสายพันธุ์ทนทานต่อด่างทับทิม และฟอร์มาลีน
- เกลือ 0.6% ต่อเนื่องเป็นเวลานาน , จนการขูดเมือกตรวจไม่พบ
SKIN FLUKE
- เกลือ 2% 10 นาที เว้น 4-5 วัน ทำซ้ำอีก 2 ครั้ง

- PRAZI , หรือ PRAZIQUANTEL 10กรัม ต่อน้ำ 1ตัน 3ครั้ง วันที่ 1,2 และ7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ใน วันที่ 4 หรือ 5 ระยะหลังกล่าวถึงกันบ่อยมากขึ้น

- AQUARIUM 2 3ครั้ง ในวันที่ 1 4 และ 7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 3 6 และ
9
- DIPTEREX , ขนาดการใช้ขึ้นกับค่า pH ของน้ำ , ซ้ำเพียงครั้งเดียวหลังจากครั้งแรก 3 วัน


GILL FLUKE , DACTYLOGYRUS ปลิงใส

คล้ายกับ SKIN FLUKE ทั้งหน้าตาและชาติพันธุ์ แต่มีความแตกต่างกันที่วงจรชีวิตที่เป็นแบบหลายขั้นตอน GILL FLUKE มักพบอาศัยอยู่ที่เหงือก แต่ในบางครั้งพบได้ที่ตัวปลาเช่นกัน

การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์50X หรือ 100X จะเห็นได้ชัดเจน เป็นกลุ่มปรสิตที่ใช้ปากดูดเช่นเดียวกับ SKIN FLUKE แต่ตัวเล็กกว่า
การขยายพันธุ์ของ GILL FLUKE เป็นแบบวางไข่ ที่มีวงจรชีวิตขึ้นกับสภาวะแวดล้อม หมายถึงหากเงื่อนไขไม่เหมาะสม
GILL FLUKE จะอยู่ในภาวะตัวแก่ที่ไม่วางไข่ หรือไข่นั้นไม่พร้อมฟักตัว รอจนภาวะที่เหมาะสมโดยรอได้ด้วยความอดทนนานนับเดือน

ไข่จึงฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัด GILL FLUKE ได้ 100% เนื่องจากไข่บางส่วนอาจหลงเหลืออยู่ รอการแพร่กระจายในโอกาสต่อไป

อาการ: ปลาว่ายแฉลบอย่างมาก ทรงตัวในลักษณะส่วนหัวทิ่มลงนั้น สะบัดหัวไป-มา และมักเกิดควบคู่กับการติดเชื้อ หรือโรครู

ยา/สารเคมี : - ฟอร์มาลีน + มาลาไคท์กรีน ในเงื่อนไขเดียวกับ ICH (บางครั้งไม่ได้ผล)
- ด่างทับทิม 1.5 ppm เว้น 3-4 วัน , 3 ครั้ง
- PRAZI , หรือ PRAZIQUANTEL 10กรัม ต่อน้ำ 1ตัน 3ครั้ง วันที่ 1,2 และ7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 4 หรือ5 ระยะหลังกล่าวถึงกันบ่อยมากขึ้น
- AQUARIUM 2 3ครั้ง ในวันที่ 1 4 และ 7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 3 6 และ
9
- DIPTEREX , ขนาดขี้นกับค่า pH ของน้ำ , ซ้ำ 3 ครั้ง ทุก 3-4 วัน

 
MYXOBOLUS
ไม่ค่อยได้พบบ่อยนัก , MYXOBOLUS เป็นต้นเหตุของ NODULAR DISEASE ปลาที่ติดเชื้อนี้จะมีอาการค้าง อวัยวะบางส่วนจะไม่มีความรู้สึกบังคับไม่ได้ เช่นอ้าปากค้าง หรือฝาปิดเหงือกไม่ปิด ทรงตัวไม่ได้ ว่ายวนเป็นวง
พบตุ่มหรือก้อนเนื้อเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อนซึ่งเป็นสปอร์ของ MYXOBOLUS ที่จะแพร่ขยายพันธุ์ไปสู่ปลาอื่น ผ่านทางอาหารเป็นการติดเชื้อภายในอวัยวะต่าง ๆ

ทำให้ไม่สามารถรักษาได้ เนื่องจากอวัยวะนั้นๆเสียหายไปแล้วหาก MYXOBOLUS เกาะอยู่ที่บริเวณเหงือก จะทำให้เกิดการอักเสบและเหงือกเน่าได้

มักเป็นในช่วงเปลี่ยนฤดู ปลาเล็กมีอัตราการตายสูง แต่ปลาใหญ่มักจะไม่ตายแต่พิการเช่นเหงือกอ้าค้าง หรือว่ายวนเป็นวง

EPISTYLIS
EPISTYLIS นับเป็นโปรโตซัว อีกตัวหนึ่งที่ทำความเสียหายได้มากและรวดเร็ว สามารถเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ 50X , 100X ลักษณะคล้ายระฆังมีปลายคล้ายเส้นผม

อาการ :
ในระยะเริ่มแรก ปลาจะไม่แสดงอาการภายนอกให้สังเกตได้ชัด อาจมีการว่ายแฉลบหรือลอยตัวนิ่งในน้ำอยู่บ้าง
ต้องตรวจโดยการขูดเมือกไปส่องกล้องเท่านั้นจึงจะพบเชื้อ ระยะต่อมาปลาจะเริ่มมีขุยสีขาวเล็ก เป็นแผ่น ๆ กระจายทั่วตัวอาจเป็นได้ที่เหงือกด้วยและขยายอย่างรวดเร็ว เกล็ดจะเริ่มอ้าพองเล็กน้อย สีแดงคล้ายการติดเชื้อ หลุดร่วงได้ง่าย เป็นการเปิดช่องให้แบคทีเรียและเชื้อราเข้าโจมตีต่อเนื่อง ในระยะนี้ปลาจะไม่กินอาหาร เฉื่อยและซูบผอม หากปล่อยจนถึงระยะนี้ แม้ว่าจะรักษาจนหายดีแล้วก็ตาม EPISTYLIS จะทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้บนตัวปลาต่อไปอีก ทำให้ปลาด้อยค่าลงไปมาก

 
การรักษา : - เกลือ 2 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร , 10 นาที (สังเกตอาการปลาตลอดเวลา) ทุกวัน 3 วันติดต่อกัน , ใช้ควบคุมและลดจำนวน EPISTYLIS ได้ดีในช่วงแรก
- ด่างทับทิม 5ppm ในน้ำสะอาด 3 นาที ทุกวันติดต่อกัน 3 วัน , สังเกตุอาการปลาโดยตลอด หากมีความเครียดหรืออ่อนกำลังลง ให้ยกเลิกการแช่ทันที
,
ใช้ควบคุม EPISTYLIS ได้ในช่วงแรกได้ดีเช่นกัน

- มาลาไคท์กรีน 0.1-0.15 ppm ทุก 3 วัน , 3 ครั้ง

- แผลภายนอกใช้เบตาดีน หรือ
PROPOLIS
- หากมีอาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ให้รักษาตามอาการ

 
GILL MAGGOT

เป็นปรสิตที่อาศัยอยู่ในเหงือก , ปาก , ฝาปิดเหงือก เมื่อโตเต็มที่จะสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดขาวเล็ก ๆ คล้ายหนอนเกาะอยู่ที่เหงือก , ปาก ในขณะที่ตัวอ่อนจะอาศัยอยู่ในน้ำ

GILL MAGGOT สามารถแฝงตัวอยู่เงียบ ๆ รอเวลาและเงื่อนไขที่เหมาะสมได้เป็นเวลานาน จึงกำจัดให้หมดสิ้น 100% ได้ยาก

มักพบในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ค่อยพบในปลาคาร์พบ่อยนัก
ภาพจาก www.tnfish.org
 
การรักษา : DIPTEREX , ความเข้มข้นขึ้นกับค่า pH 3 ครั้ง , เว้น 3 วัน

 
HEXAMITA
เป็นปรสิตที่พบอยู่กับอวัยวะภายในของปลา สามารถอยู่ได้เงียบ ๆ ไม่แพร่พันธุ์ ได้เป็นเวลานาน

เมื่อปลาอ่อนแอลง HEXAMITA จะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ด้วยการแบ่งตัวครั้งละ 6 เท่า ในช่วงเวลาสั้น ๆ

HEXAMITA เข้าสู่ตัวปลาทางปากผ่านทางอาหาร โดยตัวแพร่เชื้อคือ กบ คางคก และสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ รวมถึงดินและสิ่งสกปรกอื่น ๆ 
ตัวอ่อนหรือไข่ของ HEXAMITA มีชีวิตได้เป็นสัปดาห์หรือหลายเดือนในขี้ปลาหรือเลนก้นบ่อรอสภาวะที่เหมาะสมที่จะเติบโตขึ้นมา HEXAMITA แพร่ระบาดผ่านเข้าปาก โดยอาหารที่ปลากินเข้าไป และกระจายผ่านทางขี้ปลา
 ภาพจาก
www.koi-unleashed.co.uk
HEXAMITA เป็นเจ้าของโรค HOLE IN THE HEAD ของปลาตู้ โดยที่ HEXAMITAจะเจริญเติบโตในตัวปลาหรือที่เหงือก แล้วไปสะสมอยู่ที่ส่วนหัวของปลา เมื่อพร้อมจะแพร่ตัว จะไชออกทางส่วนหัวปลาทิ้งร่องรอยเป็นแผลรู(ติดเชื้อในภายหลัง) เป็นการกระจายพันธุ์ไปสู่ปลาตัวอื่นอีกแบบหนึ่ง

อาการ : อาจมีการว่ายแฉลบเล็กน้อยอยู่บ้าง ปลามักจะผอมลง เหงือกมีสีซีด ขี้ปลามีสีเหลือง
หากเป็นมากปลาจะมีสีหม่น/ซีดลง และมักหลบอยู่ที่มุมของบ่อ บางครั้งพบว่ารูทวารมีอาการบวมแดง

หากมีปลาตายโดยไม่มีสาเหตุอื่น นอกจากที่กล่าวข้างต้น
ควรนำชิ้นเนื้อ, เลือด หรือซากปลาไปตรวจด้วย ในส่วนปลาในบ่อแนะนำให้เก็บขี้ปลา(ใหม่) ตรวจเพื่อหา HEXAMITA

การรักษา : หากเป็นในช่วงแรก ปลายังกินอาหารอยู่

ให้ผสม METRONIDAZOLE 50 มก. ต่ออาหาร 1 กก. ให้ปลากินต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วัน , METRONIDAZOLE นี้ละลายน้ำอุ่นจะง่ายกว่า

อาจใช้วิธีผสมในวุ้น เพื่อเคลือบเม็ดอาหาร เพื่อไม่ให้ยาละลายน้ำออกไป

METRONIDAZOLE มีผลกับแบคทีเรียในระบบกรองอยู่บ้าง , และมีผลกับตับและไตของปลา

การใช้ METRONIDAZOLE จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ๆ (ทุกวัน)



PARAMECIUM
เป็นโปรโตซัวที่มักพบบ่อย อาจเรียกได้ว่าทุกครั้งที่มีการขูดเมือกพบเห็นในรูปรีคล้ายไข่ มีขนาดใหญ่กว่า COSTIA ประมาณ 2 เท่า

หากมีการตรวจเจอเมื่อไหร่ให้ลองหาปลาตัวที่อ่อนแอ แย่ที่สุดในบ่อมาลองดู จะพบ PARAMECIUM จำนวนมาก บางครั้งเป็นร้อย ๆ ตัว

โดยทั่วไปแล้ว PARAMECIUM ไม่เป็นโทษกับปลาโดยตรง แต่ว่ากลับเป็นอาหารและสนับสนุนให้แก่แบคทีเรียเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี

จึงมักพบมากในปลาที่ป่วยหนักมาก


การรักษา: เกลือ 0.5% , ด่างทับทิม 1.5 ppm หรือ

FORMALIN + MALACHITE GREEN ทำนองเดียวกับที่ใช้จัดการปรสิตอื่น ๆ สามารถลดปริมาณ PARAMECIUM อย่างได้ผล

- แช่ด้วย METRONIDAZOLE 6-10 กรัม ต่อน้ำ 1 ตัน รวมถึงคลุกอาหารให้กิน
การล้างบ่อกรองจะช่วยลดปัญหาได้มาก


TETRAHYMENA PYRIFORMIS
ไม่พบบ่อยนัก เป็นโปรโตซัวขนาดเล็ก ไม่ค่อยมีอันตรายมากนัก คล้ายคลึงกับ PARAMECIUM เป็นอย่างมาก ทั้งรูปร่าง ขนาด

และลักษณะการเกาะที่ตัวปลา (ที่จริงแล้วโปรโตซัว เซลล์เดียวทำนองนี้มีมากกว่า 80,000 ชนิด) สามารถส่องได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ 150X มีลักษณะเคลื่อนที่รวดเร็ว ไม่อยู่นิ่ง (ต่างจาก
PARAMECIUM)
มักพบได้เป็นจำนวนมากเมื่อปลาอ่อนแอและติดเชื้อแบคทีเรีย และมักพบมากในบ่อกรองที่อุดตันหรือหมักหมม

การรักษา : - แช่ด้วย METRONIDAZOLE 6-10 กรัม ต่อน้ำ 1 ตัน รวมถึงคลุกอาหารให้กิน
- FORMALIN + MALACHITE GREEN
-
การล้างบ่อกรองจะช่วยลดปัญหาได้มาก

 
FISH LICE (ARGULUS) และ ANCHOR WORM (LERNAEA)
เห็บปลา, ARGULUS และ  หนอนสมอ ,LERNAE เป็นปรสิตขนาดใหญ่ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า มีขนาดประมาณ 1-5 มม.  และ 5-12 มม. ตามลำดับ เป็นหนึ่งในกลุ่มปรสิตที่กำจัดได้ยาก เพราะว่ามีความทนทานต่อยา/สารเคมีชนิดต่าง ๆ

  ภาพจาก www.koi-unleash.co.uk
นอกจากนี้ การที่ทั้ง 2 ชนิดมีวงจรชีวิตหลายขั้นตอน การตรวจพบตัวอ่อนในลำดับต่าง ๆ ยังสร้างความสับสนได้ง่าย บางทีเมื่อตรวจพบแล้วก็ไม่คิดว่าเป็นตัวที่ต้องการ
หนอนสมอนั้น เมื่อได้เกาะเหยื่อแล้ว จะไม่ปล่อยปากออกจากเหยื่อจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง แม้แต่ช่วงวางไข่ก็เกาะแน่นไม่ปล่อย ส่วนเห็บปลานั้น จะปล่อยตัวลงวางไข่ที่ก้นบ่อ และกลับไปหาที่เกาะใหม่ ทั้ง
2
ชนิด ชอบที่จะวางไข่ในกอไม้น้ำ บ่อใดที่มีปัญหาเรื่องเห็บปลาและหนอนสมอ ควรต้องจัดการที่วางไข่เหล่านั้นด้วย, ไข่เหล่านี้สามารถรอเงื่อนไขที่เหมาะสมได้เป็นเวลานับเดือน


วงจรชีวิตของหนอนสมอ
,ANCHOR WORM (LERNAEA)
ภาพจาก
www.koi-unleash.co.uk
เห็บปลานั้น เมื่อเกาะและกัดเหยื่อได้แล้ว จะหลั่งสารเคมีซึ่งเรียกพรรคพวกให้ระดมพลมาอยู่ด้วยกัน แผลที่เกิดจึงมักมีขนาดใหญ่ และความเสียหายมาก
หนอนสมอ จะฝังหัวลงไปในเนื้อเหยื่อ และใช้ส่วนตะขอเกี่ยวไว้ ทำให้เกาะติดอยู่กับตัวปลาตลอดเวลา

การดึงออกจึงไม่ใช่วิธีกำจัดที่ดี เพราะปลายตะขอจะติดฝังอยู่ในเนื้อ ทำให้เนื้อปลาเน่าและติดเชื้อได้

แผลที่เกิดจาการกัดหรือเกาะของเห็บและหนอนสมอนี้ เป็นการเปิดประตูให้ปลาติดเชื้อจากแบคทีเรียได้โดยง่าย


อาการ: ปลาว่ายแฉลบ ถูตัวกับผนังหรือก้นบ่อ บางทีอาจติดตามมาด้วย ULCER , หรือการติดเชื้อจากแบคทีเรีย

ที่แผลมักมีลักษณะบวมแดง เกล็ดตั้งขึ้นเล็กน้อย หากมีปริมาณมากปลาอาจจะลอยตัวนิ่งค้างอยู่ในน้ำ

 
การรักษา : - DIPTEREX หรือกลุ่ม ORGANOPHOSPHATE , ขนาดของโดส ขึ้นอยู่กับค่า pH , อุณหภูมิและ แสงสว่าง , 3-5 ครั้ง 3-5 วัน
- DIMILIN , 1-3 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน เพื่อยับยั้งการลอกคราบของตัวอ่อน เป็นการตัดวงจรชีวิตบางส่วน ของหนอนสมอหรือเห็บ ทำให้ไม่สามารถสร้างเกราะหรือเปลือกได้

ในช่วงชีวิตอื่นนั้นไม่มีผลจาก DIMILIN ทำให้ต้องใช้ซ้ำหลายครั้ง , ทุก7-10 วัน , 3-5 ครั้ง
- PRAZI , หรือ PRAZIQUANTEL 10กรัม ต่อน้ำ 1ตัน 3ครั้ง วันที่ 1,2 และ7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 4 หรือ
5
- AQUARIUM 2 3ครั้ง ในวันที่ 1 4 และ 7 เปลี่ยนถ่ายน้ำ30% ในวันที่ 3 6 และ
9
 
การกำจัดตัวเป็นนั้น ใช้ด่างทับทิมเข้มข้นมาก ๆ หรือ PROPOLIS จุ่มด้วยปลายคอตตันบัด จิ้มไปที่ตัวหนอนสมอโดยตรง หนอนสมอจะปล่อยปากจากเนื้อปลา แล้วใช้แหนบดึงหนอนสมอออกมาได้โดยง่าย

เมื่อมีการระบาดของหนอนสมอหรือเห็บในบ่อ ควรจับปลาทุกตัวขึ้นมาสำรวจตรวจดูอาการและกำจัดตัวเต็มวัยของปรสิตนี้ นอกจากนี้ยังได้เช็คสภาพภายนอกของปลาว่ามีร่อยรอยอื่นใดติดเชื้ออับเสบหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการรักษาที่ถูกต้องและทันการ

 
FISH LEECH (ปลิง) , PISCICOLA GEOMETRA
เป็นปรสิตอีกชนิดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเชื่อว่าเป็นพาหะของโรค SVC
วิธีการหาเหยื่อของปลิงนี้ แตกต่างจากเห็บปลา และหนอนสมอ คือจะไม่เกาะอยู่ที่เหยื่อตลอดเวลา เมื่อดูดเลือดอิ่มแล้วจะปล่อยตัวลงไปด้นบ่อ และจะกลับขึ้นมาใหม่เมื่อต้องการอาหาร มีนิสัยชอบวางไข่ที่ก้นบ่อ หรือที่กอไม้น้ำ
อาการ : ปลาจะมีอาการว่ายแฉลบอย่างรุนแรง , ตัวสีหม่นลง ซีด และตายในที่สุด

การรักษา : DIPTEREX , PRAZI , หรือ PRAZIQUANTEL เหมือนที่ใช้กับเห็บปลาและหนอนสมอ, ซึ่งกำจัด ได้เฉพาะตัวที่เกาะอยู่ที่ปลา ,
ส่วนตัวอ่อน, ไข่ และตัวแก่ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเลนก้นบ่อ ไม่สามารถจัดการได้
หากบ่อใดตรวจพบว่ามีปลิง, ให้ย้ายปลาออกและทิ้งบ่อปลาไว้ 30 วัน,
ตามวงจรชีวิตของปลิง , ปลิงไม่มีอาหารนานกว่า3วัน จะตายไปเองในที่สุด ,
30 วันนี้ครอบคลุมถึงทุกระยะของวงจรชีวิตของปลิง


ข้อควรระวัง: - คำแนะนำเรื่องการใช้ยาและสารเคมีเป็นแนวทางเพื่อเสนอแนะเท่านั้น
ผู้ใช้ต้องตรวจสอบและใช้วิจารณญาณในการเลือกให้เหมาะสมด้วยตนเอง

 

 © 2007 CRAFT SKILL CO.,LTD.
 

Hosting

Hosting