Webboard
     All About Koi
บ่อ บ้านของปลา
น้ำ การเลี้ยงน้ำ
การเลือกปลา การเลี้ยงและการดูแล
ยา สารเคมี ปรสิต และโรค
     English Documents
 

     All About Koi

 การเลือกวัสดุกรอง
All About Koi
   หัวข้อต่อไป: < Prev  Next >   
ผมสงสัยมานานแล้วว่า บ่อกรองที่ควรมีปริมาตร 30% ของบ่อเลี้ยงนั้น
ตัวเลข 30% มีที่มาอย่างไร วิธีคิดเบื้องต้นเป็นอย่างไร

ถ้าในกรณีที่เลี้ยงปลาจำนวนมาก(over stock) การจัดการบ่อกรองจะทำอย่างไร เท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่าพอ

สงสัยว่า ????
สมมติ บ่อเลี้ยง 30ตัน บ่อกรอง 10ตัน

ใช้ปั๊มพ์250 ลิตรต่อนาที การกรอง 12รอบต่อวัน ระยะเวลาการกักเก็บน้ำที่แท้จริง 20นาที
กรณีที่ 1 เลี้ยงปลา 30ตัว Tosai ทั้งหมด
กรณีที่ 2 เลี้ยงปลา 30ตัว Nisai ทั้งหมด
กรณีที่ 3เลี้ยงปลา 30ตัว ขนาด 40-60ซม.
กรณีที่ 4เลี้ยงปลา 60ตัว ขนาด 40-60ซม.
 

การบริหารจัดการ วัสดุกรองแตกต่างกันอย่างไร ????
การบริหารจัดการ ของเสียแตกต่างกันอย่างไร ?????
 
ได้อ่านหนังสือ "KOI The living jewels of Orient by Steve Hickling" เห็นว่าน่าสนใจ เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าจะนำมาเปรียบเทียบกับแนววิธีคิดแบบเดิม โดยการจัดระบบกรองนั้น แบ่งออกเป็น 3 แบบ
1. กรองทางกล หรือ กรองกายภาพ (แปรงพู่ , อวน ,สแลน .....หรือระบบกรองVortex) เพื่อกำจัดตะกอนออกให้มากที่สุด
2. กรองทางชีวภาพทั้งแบบ Static และ แบบmoving bed เพื่อปรับปรุงคุณภาพของน้ำ
3. กรองเชิงเคมี (ไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้)
 

ตารางที่1 แสดงน้ำหนักปลา เมื่อเทียบกับความยาว
แบ่งเป็นเพศผู้(ตัวผอม) และเพศเมีย(ตัวอ้วน)

 

ตารางที่2 แสดงพื้นที่ผิวของวัสดุกรองที่ต้องการ เมื่อเทียบกับน้ำหนักรวมของปลา

ตารางนี้ผมเข้าใจว่ามาจากประสิทธิภาพของ
nitrification process,
กระบวนการย่อยสลายแอมโมเนีย ของแบคทีเรียในวัสดุกรอง

อยู่บนพื้นฐานของการให้อาหารวันละ 1-2% ของน้ำหนักปลาต่อวัน (30-40% โปรตีน)
แต่ก็ไม่ทราบที่มาที่ไป

ตำราอื่นๆกล่าวไว้ว่า อาหาร 1กรัม ปลากินแล้วเกิดของเสีย ในรูปแอมโมเนีย 25มิลลิกรัม
ถ้าเอา ทั้ง2สูตรมาผูกกัน คำนวณย้อนกลับ จะได้ว่า
ทุก 1ตร.ม. ของพิ้นที่ผิวจำเพาะ จะรองรับอาหาร ประมาณ 3กรัม ต่อวัน


ว่ากันประมาณนี้ 

คราวนี้มาถึงตัวอย่างการเลือก ตามตารางกันบ้าง
การคำนวณหาขนาดของระบบกรอง


1. ให้กำหนดจำนวนปลาในบ่อทั้งที่มีอยู่และในอนาคตอันใกล้ นำไปคำนวณหาน้ำหนักโดยตารางที่ 1
2. นำน้ำหนักในข้อ 1 คูณด้วย 2 เป็นค่าน้ำหนักในอนาคต เมื่อปลาโตขึ้น (บางคนอาจคูณด้วย 3 หรือ 4 ตามใจท่าน)
3. ตรวจสอบค่าพื้นที่ผิวของวัสดุกรองที่ต้องมี จากตารางที่ 2
4. เลือกชนิดวัสดุกรอง โดยคำนวณพื้นที่ผิวจากปริมาตร วัสดุกรองที่ต้องใช้คูณกับปริมาตรของวัสดุกรองในแต่ละช่อง

คราวนี้การเลือกวัสดุและปริมาณ สำหรับการกรองแบบชีวภาพโดยทฤษฎีของ Hickling เลือกตามพื้นที่ผิวจำเพาะของวัสดุ
โดยที่ตั้งเงื่อนไขว่า มีการกรองแบบกายภาพแล้ว ดักตะกอนหยาบไปหลายส่วน
คิดที่ค่าเผื่อขาดเผื่อเหลือเป็น 2 เท่า

ข้อมูลเบื้องต้น
BIO BALL พื้นที่ผิวจำเพาะ มีค่าประมาณ
200-500 m2/m3
FILTER MAT (ธรรมดา) พื้นที่ผิวจำเพาะ มีค่าประมาณ
300 m2/m3
1แผ่นกว้าง1ม. ยาว2ม.หนา 2ซม. มีค่าพื้นที่ผิว 12 ตร.ม.
JAPANEESE FILTER MAT พื้นที่ผิวจำเพาะ มีค่าประมาณ
530 m2/m3
1แผ่นกว้าง1ม. ยาว2ม.หนา 4ซม. มีค่าพื้นที่ผิว 42.4 ตร.ม.
MATALA พื้นที่ผิวจำเพาะ มีค่าประมาณ
200-550 m2/m3 สีฟ้าให้พื้นที่สูงที่สุด
1แผ่นกว้าง1ม. ยาว2ม.หนา 4ซม. มีค่าพื้นที่ผิว 44 ตร.ม.
BCN 009 , ระบบ Fixed Bead มีค่าพื้นที่ผิว  900 sq.m./cu.m. โดยประมาณ
แต่ถ้าเป็นแบบ Moving Bead  มีค่าพื้นที่ผิว  =500 sq.m./cu.m. โดยประมาณ(คิดเฉพาะพื้นที่ด้านใน .... ด้านนอกกระแทกกันไปมา ไม่เกิดBacteria colony)
ปะการัง พื้นที่ผิวจำเพาะ มีค่าประมาณ
100 m2/m3
หินพัมมิส พื้นที่ผิวจำเพาะ มีค่าประมาณ
100-200 m2/m3
แปรงพู่ พื้นที่ผิวจำเพาะ มีค่าประมาณ
160 m2/m3 

ตัวอย่าง

ปลาขนาด ประมาณ 60 ซม. เพศเมีย จำนวน 3 ตัว หนักตัวละ 4.5 กก. = 13.5 กก.
ปลาขนาด ประมาณ 60 ซม. เพศผู้ จำนวน 2 ตัว หนักตัวละ 3.5 กก. = 7 กก.
ปลาขนาด ประมาณ 50 ซม. เพศเมีย จำนวน 2 ตัว หนักตัวละ 2.4 กก. = 4.8 กก.
ปลาขนาด ประมาณ 50 ซม. เพศผู้ จำนวน 1 ตัว หนักตัวละ 2 กก. = 2 กก.
ปลาขนาด ประมาณ 15-20 ซม. เพศ??? จำนวน 12 ตัว หนักตัวละ 0.1 กก. =1.2 กก.
รวม น้ำหนักปลาทั้งหมด ประมาณ 28.5 กก.
คูณด้วย 2 เผื่อปลาโตขึ้น ในอนาคต 57 กก.
เมื่อเทียบกับตาราง
2
พื้นที่ผิววัสดุกรองที่ต้องมี 170-180 ตร.ม.


ตามสูตรนี้ ถ้าเลือกใช้ปะการัง ต้องซื้อประมาณ 1.5-2 ลบ.ม. หรือประมาณ 1คันรถกระบะ (สงสารทะเลจัง....)
เลือกใช้หินพัมมิส ต้องซื้อประมาณ เกือบ 1 ลบ.ม. ประมาณ 3-4เท่า ของที่เก็บของท้ายรถเก๋ง
เลือกใช้ JAPANEESE FILTER MAT ต้องซื้อประมาณ 4-5แผ่น จึงถือได้ว่าเพียงพอกับความต้องการ
เห็นได้ว่าถ้าเลือกใช้ปะการัง ช่องกรองขนาด 60x60ซม. วางปะการังหนา 30-40ซม. ต้องใช้ กว่า 10ช่องกรอง


ลองคำนวณดูเล่นครับ

หากไม่พอคงต้องปรับเปลี่ยนชนิดของวัสดุกรอง
จะเห็นได้ว่า การคำนวณ-เลือก ระบบกรอง ไม่ได้ใช้ กฎ30% มาเป็นตัวกำหนดในเบื้องต้น แต่ให้พลิกแพลงเลือกใช้ ชนิด media ที่เหมาะสม
 

ส่วนกรองทางเลือกอื่นๆ เช่น
Trickle Tower, Bakki Shower ...... Moving Bed
หรือ Fluidized Bed ค่อยว่ากันครับ
ปกิณกะ
1. บ่อกรองไม่ควรมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม เพราะทรงสี่เหลี่ยมมี DEAD SPOT ตามมุมและเส้นขอบรอบบ่อ ที่ทำให้น้ำไม่สามารถไหลเวียนทั่ววัสดุกรอง ทำให้บางพื้นที่ไม่ได้ใช้งาน
,
แนะนำรูปทรงแปดเหลี่ยมหรือวงกลมเพื่อลดจุดอับของกระแสน้ำในระบบกรอง
2. ความหนาของวัสดุกรองไม่ควรเกิน 9 นิ้ว, 23 ซม. เนื่องจากไม่ต้องการให้มีบริเวณอับออกซิเจน
3. ไม่ควรเติมอากาศ, หัวทราย, เข้าไปในบ่อกรอง ฟองอากาศจะทำให้ความสามารถในการฟอร์มตัวของแบคทีเรียถูกรบกวน
และยังเป็นการเร่งให้น้ำบางส่วนผ่านวัสดุกรองไปด้วยความเร็ว ทำให้ไม่ถูกบำบัดในระบบ ควรเติมอากาศในช่องน้ำล้นให้เติมที่เพื่อให้น้ำที่เข้าบ่อกรองมีสภาพ RICH OXYGEN
การเติมอากาศในช่องน้ำล้น ฟองอากาศจะสัมผัสมวลน้ำ เป็นปริมาณมาก เพราะทิศทางการไหลของน้ำ และฟองอากาศสวนทางกัน
การเติมอากาศในช่องกรอง ฟองอากาศจะสัมผัสมวลน้ำ เป็นปริมาณน้อยกว่า เพราะทิศทางการไหลตามกัน
การเติมอากาศในช่องน้ำล้น ฟองอากาศอาจจะทำให้ตะกอนใหญ่แตกเป็นผงชิ้นเล็ก น่าจะง่ายต่อการย่อยสลายของแบคทีเรีย
การบำบัดน้ำ เราเน้น aerobic bacteria และไม่ต้องการ anaerobic bacteria ตามการไหลแบบ up flow เมื่อพิจารณาตามแนวดิ่ง ตัวmedia ในชั้นกรองล่าง จะใช้oxygen ไปก่อนเรื่อยๆ ตัวที่อยู่ข้างบนจะใช้oxygenที่เหลืออยู่ในน้ำ ต่อๆไป
ดังนั้น ถ้าระบบกรองมีความหนา แบคทีเรียในmedia ชั้นบนก็ไม่มีoxygen เหลือมากพอ ส่วนความหนาเท่าไหร่จึงเหมาะสม ผมมีความเห็นว่าความหนาของชั้นมีเดียที่กล่าวไว้ สอดคล้องกับที่ Peter Waddington ว่าไว้ แต่ผมก็ยังว่าน่าจะให้มากกว่านี้สักหน่อย
4. เลือกปั๊มพ์ที่มีอัตราการปั๊มพ์น้ำ 12เท่าของน้ำในบ่อ ต่อวัน หากน้อยกว่านี้ อาจจะมีปัญหาเรื่องปริมาณออกซิเจน ในน้ำน้อย และ ปริมาณแอมโมเนียในน้ำมาก
ว่ากันแบบฝรั่งเมืองอากาศเย็นครับ บ้านเราสัก 15รอบน่าจะดี

อย่างหนึ่งที่หายไปไม่ได้กล่าวถึง คือเรื่องของ void
Void ในที่นี้คือช่องว่างที่ให้น้ำไหลผ่านได้
ยิ่งมีมาก นำไหลผ่านได้ง่าย แปลว่า การอุดตันเกิดขึ้นได้ยาก
ถ้ามีน้อยน้ำต้องแทรกช่องว่างไป ยิ่งน้อยยิ่งไปยาก อุดตันง่าย

อีกประเด็นหนึ่งครับ..... อันนี้แปลก
มีเดียที่มีVoidมาก น้ำจะไหลผ่านตัวมีเดียอย่างช้าๆ ทำให้แบคทีเรียจัดการได้ดี
มีเดียที่มีVoid น้อย น้ำจะไหลผ่านตัวมีเดียอย่างรวดเร็ว ทำให้แบคทีเรียจัดการได้ไม่ดี

มองมุมนี้ก็เป็นข้อด้อยของpack down media เช่นหินพัมมิส ปะการัง
พวก อวน สแลน Matala ..... JPM ได้อานิสสงค์ไปเต็มๆ


แต่การคำนวณประสิทธิภาพ ของ Moving Bead กับ Static Bead คิดคนละอย่าง คนละพื้นฐานกันครับ

 

 © 2007 CRAFT SKILL CO.,LTD.
 

Hosting

Hosting