Webboard
     All About Koi
บ่อ บ้านของปลา
น้ำ การเลี้ยงน้ำ
การเลือกปลา การเลี้ยงและการดูแล
ยา สารเคมี ปรสิต และโรค
     English Documents
 

     All About Koi

 KHV เรื่องไม่อยากรู้
All About Koi
   หัวข้อต่อไป: < Prev  Next >   
เรื่องที่ไม่อยากรู้ ไม่อยากเข้าใจ
แต่รู้ไว้เพื่อป้องกัน และเอาตัวรอด

เรื่องนี้ คุยกัน แบบเชิงวิชาการ เพื่อขยายฐานความรู้ความเข้าใจ
ถึงเรื่องที่มา การตรวจและการวินิจฉัย
ถือว่าเป็นผลของการร่วมใจ  เพื่อสนับสนุนอาจารย์ นักวิชาการรุ่นใหม่
ให้มีแรงศึกษา ทำงานเกี่ยวกับปลาคาร์พกันมากๆ เยอะๆ
เป็นงานที่อ.สพ. สุรชัย จากคณะสัตว์แพทย์ ม.เชียงใหม่ เอื้อเฟื้อและสนับสนุนข้อมูล
บทความนี้ ได้เคยโพสท์ไว้ ที่ www.koifanclub.net มาก่อนหน้านี้


ก่อนเริ่มเรื่อง ... ... ขออนุญาตเบิกตัว KHV มาแนะนำตัวกันเสียก่อน

โรคโค่ยเฮอร์ปีส์ไวรัส หรือเคเอชวี (Koi Herpes Virus; KHV) เป็นโรคระบาดที่สำคัญในปลาคาร์พ และปลาไน (common carp; Cyprinus carpio) พบการระบาดรุนแรงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 ที่ประเทศอิสราเอลและประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้ปลาที่ติดเชื้อมีอัตราการตายสูงถึง 80 -100 %
โดยเฉพาะในปลาคาร์พอายุน้อย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการรายงานที่ประเทศเยอรมันในปี พ.ศ. 2540 พบเชื้อไวรัสคล้ายเฮอร์ปีส์ (herspes-like) ที่เยื่อบุของเหงือก (gill epithelium) ของปลาคาร์พ หลังจากนั้นพบรายงานการระบาดทั่วไปในหลายๆประเทศในแถบยุโรป และเอเชีย เช่น เยอรมันนี เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดเนเซีย
การระบาดของเชื้อเคเอชวีมักพบในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วงซึ่งจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 18-26 องศาเซลเซียส
เชื้อ Herpes-like viruses ที่ก่อโรคในปลา นี้มีหลายตัวที่น่าสนใจเช่นCyHV-1ก่อให้เกิดโรค carp pox virus ปลาจะแสดงลักษณะอาการพบตุ่ม หรือก้อน papilloma ที่ผิวหนัง และมีความอันตรายต่อลูกปลา
อีกชนิดคือ GFHNV โรคนี้ก่อให้เกิดเนื้อตายที่ไตของปลาทอง และ.............
เชื้อ koi herpes virus ซึ่งแยกได้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 ตอนแรกได้ชื่อว่า carp interstitial nephritis and gill necrosis virus (CNGV) ซึ่งเรียกตามลักษณะอาการที่ก่อโรค
โดยเชื้อนี้เป็นดีเอ็นเอไวรัสมีรูปร่างเป็นรูปเหลี่ยมลูกบาศก์ ซึ่งต่อมานักวิจัยได้เปลี่ยนชื่อเป็นเชื้อ koi herpes virus หรือ KHV เนื่องจากจะพบเชื้อนี้ก่อโรคเฉพาะในปลาคาร์พ และปลาไนเท่านั้น
ปลาที่ป่วยมักจะแสดงอาการผิดปกติ คือ ปลาจะว่ายน้ำผิดปกติ อ่อนแรง เมื่อเปิดเหงือกดูพบเนื้อตายและการบวมของเหงือก
ทำให้ปลาแสดงอาการหายใจลำบาก มีเมือกที่ลำตัวจำนวนมาก
หรือพบผิวหนังซีดเป็นวงกว้าง และตาลึก จม
รวมถึงพบการติดเชื้อแทรกซ้อนอย่างรุนแรงจากพยาธิภายนอก และเชื้อแบคทีเรีย
และยังพบการบวมของตับ และม้าม ความรุนแรงของโรคจะทำให้ปลามีอัตราการตายที่ค่อนข้างสูง โดยอุณหภูมิที่มักมีการระบาดของโรค คือ 18-26 องศาเซลเซียส
แต่จะก่ออาการรุนแรงมากที่อุณหภูมิ 22-24 องศาเซลเซียส
วิธีการตรวจวินิจฉัยเชื้อเคเอชวี

คือ ดูจากอาการภายนอก และปัจจัยแวดล้อมเช่นมีปลาใหม่เข้ามาหรือไม่ มีการติดเชื้อจากที่อื่นหรือไม่อย่างไร และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งได้แก่ การศึกษาด้านจุลพยาธิวิทยา การแยกเชื้อไวรัส
วิธีอิมมูโนฮีสโตเค็มมีสตรี (Immunohistochemistry)
วิธีทางโมเลกุล เช่น DNA hybridization อวัยวะที่สามารถตรวจพบเชื้อ คือ เหงือก ไต ม้าม รวมถึงสมอง ลำไส้ และตับ แต่มักนิยมใช้เหงือก ไต และม้าม
วิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพริเมอเรส ,Polymerase Chain Reaction ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมของไวรัส แล้วตรวจจับด้วยสารพันธุกรรมที่จำเพาะกับเชื้อไวรัส หรืออีกหลายวิธีขึ้นกับเทคนิค ความเหมาะสม และข้อจำกัดในแต่ละกรณี

พบว่าการตรวจหาเชื้อเคเอชวี โดยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพริเมอเรสมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการติดเชื้อเคเอชวีไม่สามารถดูได้เพียงแค่อาการทางคลินิกหรืออาการภายนอกอย่างเดียวได้
และกระบวนการPCR, Polymerase Chain Reaction ยังสามารถทำได้ในห้องทดลอง ไม่ยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป อีกทั้งเป็นหนึ่งในวิธีที่แพร่หลายและได้รับการยอมรับทั่วไป
การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น
สำหรับปลาที่ป่วยด้วยโรคเคเอชวี คือมีอัตราการตายที่ค่อนข้างสูง รวมถึงมีการติดเชื้อแทรกซ้อน
วิธีการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการในปัจจุบัน คือการตรวจโดยวิธีจุลพยาธิวิทยาแต่มักใช้เวลานานและยุ่งยาก
ส่วนวิธีการตรวจหาเชื้อที่มีความแม่นยำ คือ การแยกเชื้อไวรัส (viral isolation) ที่มีความจำเพาะเจาะจงสูงแต่ต้องใช้เวลาในการตรวจนาน และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
และการตรวจโดยวิธีโมเลกุล เช่นวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส (Polymerase chain reaction; PCR) ที่สะดวกกว่าและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ทำให้การตรวจหาเชื้อเคเอชวีโดยวิธี PCR ได้รับความนิยมมาก
โดยมีผู้ที่สนใจในการศึกษาหลายท่าน แต่ที่มักอ้างถึงเสมอในการตรวจหาเชื้อเคเอชวีก็คือ วิธีของGilad วิธีของGray หรือวิธีของBercovier
ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อจำกัดและความเบี่ยงเบนแตกต่างกันไป 
เรื่องนี้ สำหรับใคร ? ? ?

เป็นทางเลือกครับ .. .. .. ไม่ได้ต้องการสร้างกระแส .. .. ..
เป็นทางเลือก .. .. .. สำหรับผู้ที่มีเครื่องหมาย " ? ? ? " ในหัวใจ
เป็นแหล่งความรู้ใหม่ .. .. .. เพื่อการศึกษาและพัฒนา การเลี้ยงการรักษาปลาโค่ย
อาจจะไม่สะดวกอยู่บ้าง เนื่องจากไกล และขนส่งลำบาก
เป็นก้าวแรกที่คนเล่นเวบกับคณะสัตวแพทย์ ได้มีโอกาสร่วมมือกัน
แค่เป็นทางเลือกครับ .. .. .. ต้องการให้เป็นอย่างนี้ และเท่านี้
วิธีการเก็บเหงือกปลาคาร์พเพื่อส่งตรวจหาเชื้อไวรัส

อุปกรณ์
1. กรรไกรปลายแหลม 2 ด้าน ถ้าคิดว่าจะทำหลายตัว มีสัก 2-3อันก็ไม่เลว อย่างคมกริ๊บ ซื้อหาได้ที่ศึกษาภัณฑ์
2. หลอดเก็บตัวอย่างที่ฆ่าเชื้อแล้ว หรือกระบอกฉีดยาใหม่พร้อมเข็มฉีดยา(ใช้เป็นหลอดเก็บตัวอย่าง)
3. ยาฆ่าเชื้อ แนะนำ BKC หรือ คลอรีน
4. ถุงมือยาง แบบหมอๆ
5. กล่องโฟม หรือกระติกน้ำแข็ง
6. น้ำแข็งแห้ง หรือน้ำแข็งคลุกเกลือเม็ด ให้เย็นจัดสักกะหน่อย
7. ยาสลบ แนะนำ น้ำมันกานพลู
8. อ่างวางยาและอ่างฟื้นปลา(มีอ็อกซิเจน แรงๆๆ)
1. วางยาสลบปลาจนปลาสามารถอยู่นิ่งเพื่อเปิดเหงือกและขลิบได้
ใช้น้ำมันกานพลู (Clove Oil) ประมาณ 3-5 ซีซี ต่อน้ำ 100ลิตร ตีให้เข้ากัน กะว่าให้พอท่วมหลังปลา
ประมาณว่า3-5นาที
ปล่อยจนนอนตะแคงสักพักครับ ไม่ต้องรีบ ควรปล่อยให้ฤทธิ์ยาทำให้ปลาหมดสติ
แบบว่าจับตัวแล้ว ไม่หือไม่อือ ไม่ดิ้น  เป็นอันว่าใช้ได้ เนื่องจากตอนตัดเนื้อเยื่อนั้น หากปลาไม่สลบจริงอาจดิ้นทำให้แผลใหญ่ได้
 
2. จับตัวปลาให้เหงือกพ้นน้ำ
สอดกรรไกรเข้าไปขลิบปลายเหงือก กะว่าสัก 5-8เส้น ยาว 4-5 มม.
เทคนิค : พยายามให้กรรไกรนอนราบขนานกับเส้นเหงือกให้มากที่สุด
ตัดแล้วยั้ง .. ... ปลายไว้หน่อยอย่าตัดฉับ ต้องเลี้ยงเหงือกที่ขลิบมาไว้บนกรรไกรอย่าให้หล่น... .... เสียหาย

เก็บตัวอย่างเหงือกขนาดประมาณไม่น้อยกว่า 25 มิลลิกรัม  ปริมาณประมาณตามรูป
แบบนี้ .......................................................... 
 
3. ใส่ตัวอย่างเหงือกที่ได้ลงในหลอดที่ฆ่าเชื้อแล้ว
ใช้ปลายกรรไกร สอดเข้าไป อย่าให้หล่น
ถ้ายากนัก หาของแหลมและเล็ก เช่น เข็ม ที่สะอาดฆ่าเชื้อแล้ว(ลนไฟ ทิ้งให้เย็น)
เขี่ยลงไปซะ ปิดฝาให้สนิท 
 

4. เก็บหลอดตัวอย่างใส่ถุงพลาสติก มัดให้แน่น แล้วปิดให้สนิทเพื่อไม่ให้น้ำสามารถเข้าไปได้ ... .... ... นิดเดียวก็ไม่ได้ เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อปนเปื้อนจากสารภายนอก


5. แช่ตัวอย่างในกระติกน้ำแข็งหรือกล่องโฟมที่เตรียมไว้ บรรจุน้ำแข็งคลุกเกลือ หรือน้ำแข็งแห้ง ซีลกล่องให้แน่นหนา
ถ้าเก็บไว้นาน ควรเปิดดูทุก 6-12ชม. อาจต้องเปิดเทน้ำแข็งที่ละลายออกมา เติมน้ำแข็งกันบ้าง

6. ส่งตัวอย่างให้เร็วที่สุด หรือภายใน 24 ชั่วโมง ส่งทางเครื่องบินได้จะดี

 

 
ข้อควรระวังและข้อแนะนำ

1. การใช้กรรไกรตัดเหงือกร่วมกันอาจทำให้มีโอกาสการติดเชื้อไวรัสได้สูง
โดยเฉพาะในตัวที่สงสัย หรือ แสดงอาการชัดเจน ดังนั้นจึงควรมีการฆ่าเชื้อก่อนหรือใช้กรรไกรแยกกัน ยาฆ่าเชื้อที่แนะนำในการแช่อุปกรณ์ ดังนี้
    a. บีเคซี ขนาด 500 mg/L นานมากกว่า 5 นาทีขึ้นไป
    b. คลอรีน 200 mg/L นานมากกว่า 5 นาทีขึ้นไป
เว้นไว้สำหรับตัวที่ชัวร์ๆ เปลี่ยนกรรไกรใหม่จะดีกว่า จะได้ไม่ปนเปื้อนกับตัวอื่นๆ
2. หากมีเลือดออกจากการตัดเหงือกมาก ควรรีบนำปลาลงน้ำ เนื่องจากน้ำจะกระตุ้นให้เกิดการแข็งตัวของเลือดปลา
3. เนื้อเหงือกของปลาสามารถเจริญใหม่ได้

4. ควรใส่ถุงมือป้องกันการแพร่เชื้อทุกครั้ง

จริงอยู่ที่KHV ยังไม่มีหนทางรักษาได้
การตรวจหรือวินิจฉัยโรคจึงมีนัยสำคัญสำหรับเชิงป้องกันเป็นอย่างยิ่ง
สมมติว่า เมื่อสุ่มตรวจปลาที่เลี้ยงไว้(ด้วยสัดส่วนการสุ่มที่เหมาะสม) แล้ว ไม่พบเชื้อ อย่างน้อยก็สบายใจได้ว่า ไม่น่าจะมีเชื้ออยู่ในบ่อของเรา
การนำปลาใหม่เข้าบ้านเข้าบ่อจึงเป็นเรื่องที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง หากสามารถส่งตรวจเพื่อยืนยันว่าปลอดโรคหรือไม่ น่าจะสบายใจกว่าอาศัยผลจากทางฟาร์มเพียงอย่างเดียว
การซื้อ/ขายปลาผ่านแหล่งอื่นๆ เช่นปลามือ2 หรือจากเวบต่างๆ ก็เช่นกัน หากสามารถตรวจได้ จะลดปัจจัยเสี่ยงได้มาก

 

 © 2007 CRAFT SKILL CO.,LTD.
 

Hosting

Hosting